ยาที่ไม่ใช้ .. ทิ้งอย่างไรให้ปลอดภัย

โดย : ภญ.จิรนันท์ พันธุ์บุตร

 

สมมติว่าคุณยาย-คุณตามารับยาที่ OPD แล้วถามคุณเภสัชกรหรือคุณพยาบาลว่า

ยาเม็ดที่บ้านเหลือเยอะมาก .. บางอย่างเก็บมาสามปีแล้ว .. สิเฮ็ดจั่งได๋ดี ?

เจอกับคำถามแบบนี้คุณๆจะมีวิธีแนะนำเรื่องการกำจัดยาอย่างไรดีคะ : )

ถ้าเป็นยาที่เหลือในโรงพยาบาลยังพอจะโทรถามฝ่าย IC (Infectious Control)

ผู้เชี่ยวชาญด้านการกำจัดขยะได้ .. แต่ในกรณียาค้างยาเหลือที่บ้านผู้ป่วยจะมีวิธีจัดการอย่างไร ..

มาไขข้อข้องใจกันดังต่อไปนี้ค่ะ 

มื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา FDA สหรัฐอเมริกา ได้ตีพิมพ์บทความสำหรับผู้บริโภคในเรื่อง

“How to dispose of unused medicines” ซึ่งแปลเป็นไทยได้ความว่า ยาที่ไม่ใช้แล้วจะทิ้งกันอย่างไร

..แนวทางที่กล่าวไว้คงพอที่จะนำมาประยุกต์ใช้ในการแนะนำผู้ป่วยบ้านเราได้คร่าวๆ

ก่อนที่องค์การอาหารและยาของประเทศไทยจะออกแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนต่อไป (ได้แต่หวังไว้เช่นนั้น)  

ในบทความกล่าวไว้ว่า ..

·       วิธีที่ดีที่สุดคือให้ผู้ป่วยนำยากลับมาคืนที่โรงพยาบาล (take-back program) เพื่อให้ได้รับการกำจัดที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตามเบื้องต้นแล้วยาโดยส่วนมากสามารถทิ้งลงในถังขยะทั่วไปได้แต่ต้องดูให้แน่ใจว่ายาเหล่านั้นไม่ใช่ยาที่มีวิธีการกำจัดแบบเฉพาะเจาะจงซึ่งกรณีนี้จะระบุชัดเจนในฉลากยา (ยกตัวอย่างเช่น มอร์ฟีนแบบเม็ด/ไดอะซีแพมแบบสวนทวารหนัก/เฟนทานิลแบบแผ่นแปะ ยาเหล่านี้ให้กำจัดโดยทิ้งลงชักโครกแล้วกดล้าง .. ซึ่งหมายถึงทำลายแบบเดียวกับอุจจาระนั่นเอง: ))

·       นอกจากยาที่มีการกำจัดแบบพิเศษแล้ว .. ยาโดยส่วนมากสามารถทิ้งในถังขยะทั่วไปในครัวเรือนได้ โดยต้องปฏิบัติดังนี้o      แกะเม็ดยา/เทเม็ดยายาออกจากซองหรือภาชนะบรรจุแล้วทิ้งเม็ดยาลงผสมในขยะหรือเศษอาหารที่จะทิ้ง ทั้งนี้เพื่อไม่ให้สีของซองยา/ห่อยาดึงดูดใจคนอื่น/เด็ก/สัตว์เลี้ยง เพื่อป้องกันการหยิบไปเล่นหรือรับประทานต่อo      ทิ้งขยะที่ปนเม็ดยานั้นลงในถุง/กระป๋องแล้วปิดให้มิดชิดไม่ให้ฉีกขาดหรือล้นออกo      นำทิ้งถังขยะเทศบาลหรือทำการฝัง/เผาตามแต่วิธีการของแต่ละชุมชน

·       ข้อแนะนำอื่นๆเพิ่มเติมที่ควรให้แก่ผู้ป่วยคือ o      ก่อนทิ้งยา/ภาชนะให้ทำลายฉลากเพื่อไม่ให้อ่านได้ทั้งนี้ป้องกันการนำไปใช้ต่อและปกปิดความลับเรื่องการเจ็บป่วยของตัวผู้ป่วยเองo      ห้ามแบ่งยาให้เพื่อนใช้ ยาที่ได้ผลดีต่อผู้ป่วยคนหนึ่งอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยรายอื่นได้ หวังว่าสิ่งที่นำมาฝากในวารสารฉบับนี้คงพอเป็นแนวทางสำหรับบุคลากรในการแนะนำเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยได้ ทั้งนี้ข้อสำคัญที่ต้องแจ้งผู้ป่วยทราบคือหากมีปัญหาสงสัย/ไม่แน่ใจให้สอบถามเภสัชกรก่อนทุกครั้ง : )

--------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------ReferenceHow to dispose of unused medicines. (revised October,14 2009; cited November 22, 2009). Available from: http://www.fda.gov/ForConsumers/ConsumerUpdates/ucm101653.htm

ยา(ใจ)

posted on 09 Nov 2009 15:19 by phramy

 

ห้องยา .. มาค่ะ :)

 

เภสัชกรจี๊ดจ๊าด - no.1

โหวต กด 1

--

อิอิ

edit @ 9 Nov 2009 15:22:42 by Pharma_YT

แนะนำ..ทักทาย ก่อนนะจ๊ะ ฝ่ายเภสัชกรรมชุมชน โรงพยาบาลยางตลาด มีขอบเขตงาน หน้าที่รับผิดชอบหลักๆได้แก่

·       งานบริหารเวชภัณฑ์  คืองานจัดซื้อจัดหา บริหารคลังยา และเวชภัณฑ์ต่างๆในโรงพยาบาลให้มีของที่มีคุณภาพ หมุนเวียนใช้ภายในโรงพยาบาล อย่างมีประสิทธิภาพ นั่นเอง

·       งานบริการเภสัชกรรม  หลักๆก็คือการจัด-จ่ายยา ให้คำอธิบายการใช้ยา ให้คำปรึกษาและช่วยแก้ไขปัญหาต่างๆด้านยา แก่ผู้มารับบริการทั้งผู้ป่วยนอก และผู้ป่วยใน ตลอด24 ชั่วโมงค่ะ

·       งานคุ้มครองผู้บริโภค และเภสัชกรรมชุมชน เช่น การให้ความรู้ความใจเรื่องอาหารและยา และสุ่มตรวจสอบตามแหล่งตลาด โรงเรียน ชุมชน หรือหน่วยงานต่างๆ

·       งานวิชาการ เป็นศูนย์เภสัชสนเทศ และข้อมูลข่าวสารด้านยาต่างๆ รวมถึงเป็นศูนย์รับแจ้งอาการไม่พึงประสงค์ด้านยา ที่เรียกง่ายๆว่า แพ้ยา รวมถึงผลิตภัณฑ์ต่างๆไม่ว่าจะเป็น แพ้เครื่องสำอาง วัตถุมีพิษต่างๆ ก็สามารถแจ้งได้ที่นี่จ้า

·       งานแพทย์แผนไทย  จริงๆเป็นส่วนหนึ่งที่สังกัดงานฝ่ายเภสัชกรรม แต่ด้วยว่า จะมีรายละเอียดแยกย่อยที่แตกต่างออกไป จึงไม่ได้กล่าวถึงรายละเอียดงานแยกย่อย ในที่นี้

·        งานอื่นๆ ได้แก่จ๊อบเล็กจ๊อบน้อยที่รับสะสางช่วยทำ ทั่วราชอาณาจักร แต่มิได้นำมากล่าวถึงในที่นี้นั่นเอง (ไม่รวมการรับงาน เดินสาย หรืออีเว้นท์ต่างๆ นะจ๊ะ)  

 

แนะนำสมาชิก เจ้าหน้าที่ห้องยาค่ะ 

                   ชาวห้องยายางตลาด มีสมาชิกกลุ่มเซ็ตเล็กๆ  22 คน แยกเป็นเภสัชกร 8 ท่าน เจ้าพนักงานเภสัชกรรม 6 ท่าน ลูกจ้าง 4 ท่าน และงานแพทย์แผนไทย 4 ท่าน

                   เริ่มจาก หัวหน้าฝ่ายฯ คนดังที่ใครๆในโรงพยาบาลต่างก็รู้จักกันเป็นอย่างดี ได้แก่ พี่นิด ภญ.ใจรัก   กาญจนะ (ไม่ใช่ใจยักษ์ นะจ๊ะ) แล้วขอแนะนำลำดับไปตามความอ่อนวัย ได้แก่ พี่อุ๊ ภก.อำพล อรดี  ที่เป็นทั้งหัวหน้างานและลูกน้องเภสัชกรรม สาขา ยางตลาด2 (เพราะมีอยู่คนเดียว อิอิ)  , พี่น้ำหนึ่ง ภญ.กรรณิการ์  สุระเสียง , พี่จูน ภญ.ปัญจักษร  พรมจักร, พี่อุ้ย ภก. สิทธิชัย แก้วก่า, พี่อ้อม ภญ.จิรนันท์ พันธุ์บุตร, น้องจี๊ด ภญ.กัญจณี มุกดาวรกรกุล, น้องเตย ภญ.วันวิสาข์ ขนานแข็ง ใครเป็นใคร หน้าตาเป็นอย่างไร เชิญพิสูจน์ได้ที่ห้องยา เจ๊า...

                  ทีมเจ้าพนักงานเภสัชกรรม สวยๆหล่อๆ  คุณชมภู่ วงษ์พรม , คุณศิวพร ฉวีราช, คุณสฤษดิ์  วุฒิสาร, คุณอภิชาติ ถนอมสิทธิ์, คุณรุ้งลาวัลย์ อนันทวุฒิ และ คุณศุภวรรณ พลตื้อ และเจ้าหน้าที่ลูกจ้างหน้าเก๋า แต่ไม่เก่านะจ๊ะ คุณเบญจวรรณ วรรณพาหุล, คุณชิต ไชยโคตร, คุณอานิตย์  ท้าวนิล และเพิ่งย้ายมาใหม่ๆหมาดๆ คุณแมน ภูสมมา

                  จ้าหน้าที่แพทย์แผนไทย 4 ท่าน ได้แก่ น้องอิ๋ว วิณัฐดา พินิจผล, ต้อม เกียรติบัณฑิต ภูแป้ง, ป้าวรรณ มณีวรรณ ภูธง และ ป้าแหลม เพชรจันทร์ สิงหธนะ แต่ละท่านฝีมือฝีเท้าดีหนักหน่วงแค่ไหน ต้องพิสูจน์กันเองนะจ๊ะ 

                   ทักทายกันพอหอมปากหอมคอเท่านี้ก่อนนะจ๊ะ เอาไว้คราวหน้า จะสรรหาเรื่องราว สาระต่างๆ มาพูดคุย เล่าสู่กันฟังต่อเด้อค่ะเด้อ....Bye 

 

2หนุ่ม 2มุม 

 

edit @ 5 Nov 2009 14:55:14 by Pharma_YT

edit @ 5 Nov 2009 14:58:58 by Pharma_YT

edit @ 5 Nov 2009 15:00:46 by Pharma_YT

edit @ 9 Nov 2009 16:46:20 by Pharma_YT

สืบค้น รวบรวมข้อมูล โดย ภญ.วันวิสาข์ ขนานแข็ง รพ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

"โรคเบาหวาน" ถือเป็นภัยคุกคามชีวิตและสร้างมูลค่าความเสียหายอย่างมหาศาล ทั้งความเสียหายทางการแพทย์ และเศรษฐกิจ โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ได้จัดให้เป็นโรคที่มีความสำคัญเป็นลำดับที่ 2 ที่จำเป็นต้องให้ความใส่ใจในการป้องกัน และรักษา รองจากโรคเอดส์ เพราะต้องใช้ทรัพยากรในการรักษาจำนวนมากปัจจุบัน ทั่วโลกมีผู้ป่วยเบาหวานประมาณ 246 ล้านคน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในประเทศไทย ประมาณ 2 ล้านคน ซึ่งในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ประชากรทั่วโลกป่วยเป็นโรคเบาหวานเพิ่มมากขึ้นถึง 10 เท่าตัว ขณะที่ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงในการเสียชีวิตมากกว่าคนปกติถึง 2 เท่าเบาหวาน แบ่งได้ 2 ชนิดหลัก โดยชนิดแรก (Type I) ชนิดที่ต้องพึ่งอินซูลิน เพราะตับอ่อนบกพร่องมาตั้งแต่กำเนิด ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้เอง ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุไม่เกิน 10 ปี ผู้ป่วยกลุ่มนี้ต้องได้รับการรักษาด้วยการฉีดอินซูลินสังเคราะห์เบาหวานชนิดที่ 2 (Type II) เป็นชนิดที่ไม่ต้องพึ่งอินซูลิน ผู้ป่วยเบาหวานในไทย เป็นชนิดนี้ร้อยละ 98 และมีผู้ป่วยทั่วโลก ร้อยละ 90-95 ผู้ป่วยเบาหวานชนิดนี้เป็นผู้ใหญ่เกือบทั้งหมด สาเหตุเกิดจากร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่อฤทธิ์ของอินซูลินที่ตับอ่อนผลิตได้ การรักษาเบาหวานชนิดที่ 2 ค่อนข้างซับซ้อน เพราะต้องใช้การรักษาหลายวิธีควบคู่กันไป ซึ่งบางวิธีอาจมีผลข้างเคียงเกิดขึ้น เช่น น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้น คลื่นไส้ อาเจียน และปัญหาที่สำคัญคือ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ

American Diabetes Association (ADA) guidelines แนะนำให้ใช้ metformin และ lifestyle changes เป็น first-line therapy ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 แต่ถ้าผู้ป่วยยังไม่สามารถควบคุมระดับน้ำตาลได้ หรือมีข้อห้ามใช้ metformin จะให้การรักษาขั้นตอนที่ 2 ซึ่งประกอบด้วย insulin, sulfonylureas, หรือ thiazolidinediones (TZDs) แต่การใช้ยาเหล่านี้ถูกพบว่ามีข้อจำกัดเนื่องจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น sulfonylureas จะมีประสิทธิผลลดลงเมื่อใช้ไปในระยะเวลานาน และหลักฐานที่พบเร็ว ๆ นี้บ่งว่า rosiglitazone ซึ่งเป็นยาในกลุ่ม TZDs อาจจะเพิ่มปัจจัยเสี่ยงในการเกิด cardiovascular disease และ แม้ว่า metformin และ TZDs จะช่วยรักษา insulin resistance แต่ก็ไม่ได้ช่วยหยุดยั้งการลดลงของ beta-cell function ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ดังนั้นวิธีการรักษาใหม่ ๆ จึงเป็นที่ต้องการ โดยหนึ่งในการรักษาใหม่นั้นมีเป้าหมายการรักษาอยู่ที่ incretin hormones

"ลำไส้ ซึ่งเป็นทางเดินของอาหาร มี incretin hormones ทำหน้าที่ควบคุมระดับน้ำตาลโดยเพิ่มการสังเคราะห์และปล่อยอินซูลินจาก beta cells ของตับอ่อน และลดการปล่อยฮอร์โมน glucagon จาก alpha cells ของตับอ่อน นอกจากนี้ยังช่วย improves beta-cell function ร่ายกายจะผลิต incretin hormones ได้ต่อเมื่อที่มีอาหารเดินทางผ่านลำไส้เท่านั้น แต่ปัญหาก็คือ ขณะเดียวกันร่างกายก็จะหลั่งเอ็นไซม์ dipeptidyl peptidase 4 หรือ DPP-4 ทำหน้าที่ย่อยสลาย incretin hormones ทำให้ incretin hormones ที่หลั่งออกมามีฤทธิ์อยู่ได้ไม่นาน และ incretin hormones ในผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 จะถูกสร้างลดลงด้วย  นักวิจัยจึงคิดค้นตัวยา หรือสาร Sitagliptin ช่วยในการยับยั้งไม่ให้เอ็นไซม์ DPP-4 ย่อยสลาย incretin hormones ทำให้ incretin hormones เพิ่มระดับมากขึ้นเป็นผลให้ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ กลไกการทำงานของยา sitagliptin จะขึ้นอยู่กับกลูโคส (glucose-dependent) โดยยาจะมีผลตอบสนองต่อระดับกลูโคสที่เพิ่มขึ้นและการปล่อยอินซูลิน รวมถึงการลดระดับฮอร์โมน glucagons เฉพาะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดเพิ่มขึ้น ซึ่งจะลดแนวโน้มการเกิดภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำทีมวิจัยได้ทำการทดลองศึกษาในประเทศจีน อินเดีย เกาหลี และไทย เป็นเวลา 18 สัปดาห์ โดยเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มที่ได้รับยาจริง และยาหลอก โดยเป็นยาเม็ด ขนาด 100 มิลลิกรัม ให้ยาทุกวัน วันละ 1 เม็ด พบว่า การยับยั้งเอ็นไซม์ DPP-4 สามารถควบคุมน้ำตาลได้ ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยผู้ป่วยมีระดับน้ำตาลในเลือดสะสม (A1C) ร้อยละ 8.7 และ 7.7 เมื่อเทียบกับกลุ่มที่ได้รับยาหลอก ขณะที่คนปกติจะมีระดับน้ำตาลในเลือดสะสมอยู่ที่ ร้อยละ 6

 

รูปภาพ แสดงกลไกการทำงานของยา sitagliptin (ซึ่งเป็น DPP-4 inhibitors)(GLP-1 และ GIP คือ incretin hormones) เอกสารอ้างอิง1.  หนังสือพิมพ์มติชน.   ความหวังใหม่ผู้ป่วยเบาหวาน อย.ขึ้นทะเบียนตำรับยา "Sitagliptin". Available at:                                                             URL:http://www.healthcorners.com/2007/news/Read.php?id=36862.  Modern Medicine . DPP-IV inhibitors: A review of sitagliptin, vildagliptin, alogliptin, and saxagliptin. Available at:       URL:http://www.modernmedicine.com/modernmedicine/Cover+Articles/DPP-IV-inhibitors-A-review-of-sitagliptin-vildagli/ArticleStandard/Article/detail/506462                                                       

edit @ 27 Oct 2009 13:25:13 by Pharma_YT

edit @ 27 Oct 2009 13:26:33 by Pharma_YT

edit @ 9 Nov 2009 15:50:52 by Pharma_YT

edit @ 9 Nov 2009 17:07:37 by Pharma_YT

เรื่องนี้เป็นเพียงตัวอย่างการใช้งานเท่านั้น คุณสามารถลบเรื่องนี้แล้วเริ่มต้นเขียนบล็อกได้เลย

ขอให้สนุกกับการใช้บล็อก